cheap nfl jerseys http://www.cheapjerseyslan.com wholesale nfl jerseys The Features Of Getting Wholesale Jerseys Power Baseball Merchandise Sales At Online Store The Thing Of Every Nhl Season Is The New 3Rd Jerseys

RUF Automobile GmbH ประวัติบริษัท

RUF Automobile GmbH

ประวัติบริษัท

เป็นเวลามากกว่า 70 ปี ที่ชื่อของ RUF อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมรถยนต์และเป็นชื่อที่หมายถึงคุณภาพและความมีฝีมือ ชื่อนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ Alois Ruf Sr. ได้ก่อตั้งบริษัทขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2482 ในชื่อว่า “Auto RUF” ซึ่งเป็นอู่รถยนต์ให้บริการทั่วไป บริษัทนี้ยังคงดำเนินธุรกิจ ณ ที่ตั้งแห่งเดิมจนถึงปัจจุบันบนถนน มินเดลไฮเมอร์ ในเมืองฟาเฟนฮาวเซ่นที่เก่าแก่และเงียบสงบซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมันในแคว้นอัลกัว

ชื่อนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ Alois Ruf Sr. ได้ก่อตั้งบริษัทของเขาขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2482 ในชื่อว่า “Auto RUF” ซึ่งเป็นอู่รถยนต์ให้บริการทั่วไป บริษัทนี้ยังคงดำเนินธุรกิจ ณ ที่ตั้งแห่งเดิมจนถึงปัจจุบันบนถนน มิลเดลไฮเมอร์ ในเมือง ฟาเฟนฮาวเซ่นที่เก่าแก่และเงียบสงบซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมันในแคว้นอัลกัว บริษัทเติบโตขึ้นแม้ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และในปี พ.ศ. 2492 บริษัทได้เพิ่มปั๊มน้ำมันเข้าเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ หกปีต่อมา Ruf Sr. ตระหนักถึงประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของการท่องเที่ยวในเยอรมัน สิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายความรู้ และความเชี่ยวชาญของ Ruf Sr. ในการพัฒนารถโดยสารสำหรับการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งในขณะนั้นรถโดยสารสำหรับท่องเที่ยวขนาดใหญ่เป็นยานพาหนะที่หายากในประเทศเยอรมัน ความสำเร็จในการตอบสนองความต้องการในการเดินทางให้แก่ชาวเยอรมันจำนวนมากนี้เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ Ruf Sr. ลองเสี่ยงที่จะเริ่มขยายธุรกิจของตนในการดำเนินธุรกิจรถโดยสารอีกบริษัทหนึ่ง

ในขณะที่ Ruf Sr. ผู้เป็นบิดากำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการขยายกิจการและทำให้บริษัทมั่นคงขึ้น บุตรชายของเขา Alois Ruf Jr. กำลังพัฒนาในสิ่งที่ตนสนใจและหลงใหลสำหรับ .”สิ่งที่คิดว่าเป็นศิลปะ” ในรถยนต์ รถสปอร์ตที่แท้จริง จากนั้นในช่วงทศวรรษที่ 1960 Ruf Jr. ได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจและฝึกฝนงานจากบิดาเก็บเกี่ยวประสบการณ์อันมีคุณค่ายิ่งโดยการบริการซ่อมบำรุง และซ่อมแซมรถพอร์ช

หลังจากที่บิดาเสียชีวิตในปี 2517 Alois Ruf Jr.ได้เข้าดำเนินกิจการเป็นกรรมการบริษัทและให้ปฏิญาณว่าจะพัฒนากิจการต่อไป ดำเนินกิจการด้วยหลักปรัชญาในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และการให้บริการด้วยคุณภาพ สิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นความสำเร็จในหลักการดำเนินธุรกิจนี้ประกอบกับความเป็นผู้นำของ Alois Ruf Jr. คือ ในปัจจุบัน บริษัท RUF ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและผู้จัดหาชิ้นส่วนรถสปอร์ระดับสากลที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษน่าเชื่อถือมากที่สุดของโลก Alois Ruf เข้าใจถึงจุดแข็งและสิ่งที่ขาดไม่ได้ในลักษณะของรถสปอร์ต พอร์ช 911 ซึ่งทำให้บริษัทมุ่งให้ความสนใจในรถรุ่นนี้โดยใช้เป็นแนวทางในการพัฒนารถยนต์ในอนาคตของบริษัททั้งหมด สิ่งนี้เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นทางเลือกที่เฉลียวฉลาดและประสบความสำเร็จและได้กลายเป็นส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการผลิตของ RUF ในช่วงระยะเวลาสามสิบปีที่ผ่านมา

บริษัท RUF ทำการเพิ่มสมรรถนะของรถพอร์ชที่ใช้เป็นต้นแบบครั้งแรกในปี 2518 หลังจากนั้นสองปี เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 911 RUF เพิ่มขนาดขึ้นเป็น 3.3 ลิตร โดยใช้ลูกสูบที่มีขนาดใหญ่ขึ้นที่สามารถทำงานได้เพิ่มขึ้นได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับรถพอร์ชรุ่นเทอร์โบแบบมาตรฐาน และหลังจากนั้นในปี 2521 RUF พัฒนารถแรงม้า 217 bhp ขนาด 3.2ลิตร หกสูบ ซึ่งจริงๆแล้วเครื่องยนต์ของพอร์ชที่มีอยู่เดิมคือขนาด 3.0 ลิตร (ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงของเครื่องยนต์อยู่มาก) การดัดแปลงนี้ทำให้สร้างความชื่นชอบให้แก่ผู้หลงใหลรถยนต์สปอร์ตเป็นอย่างมากทั่วโลกส่งผมให้มียอดสั่งซื้อจำนวนมหาศาล

Alois Ruf มีความสุขกับรถของเขาพอๆ กับความพึงพอใจที่ลูกค้ามี การยอมรับว่ารถสปอร์ตและเปี่ยมด้วยกำลังจำเป็นจะต้องมีผู้ที่มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษอยู่เบื้องหลังการประกอบมิใช่เพียงแค่เพื่อความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้เกิดความพึงพอใจในศักยภาพที่แท้จริงของรถได้อีกด้วย ดังนั้นนับตั้งแต่ปี 2521 RUFได้จัดให้มีการฝึกอบรมลูกค้าผู้ขับขี่ในสนามแข่งดังเช่นในประเทศเยอรมันที่สนาม ฮอคเก้นไฮล์ม และใน เซาซ์บวร์กริง ในประเทศออสเตรีย
 
การยอมรับว่ามีสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดอ่อนของรถพอร์ช เทอร์โบ คือ เกียร์แบบ 4 สปีด โดยในปี 2524 RUF Automobile ได้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าโดยการผลิตรถ แบบใช้เกียร์ 5 สปีด รถยนต์ทำงานได้เหนือชั้นอย่างชัดเจนและมอบความสุนทรีย์ให้แก่ผู้ขับขี่ด้วยเครื่องยนต์แบบ 6 สูบ ในปีเดียวกัน RUF automobile ได้รับการรับรองว่าเป็นผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ปรารถนาจากสำนักงานขนส่งสหพันธรัฐเยอรมัน

“งานศิลปะ” ชิ้นแรกของบริษัทแสดงให้เห็นจุดสูงของการพัฒนาวิศวกรรมชั้นสูงสำหรับ 911 ที่มาพร้อมกับการแนะนำ RUF BTRให้เป็นที่รู้จักในปี 2526 รถยนต์รุ่นนี้เป็นเครื่องยนต์เทอร์โบ 3.4 ลิตร 374 แรงม้า และเกียร์แบบ 5 สปีดที่มีในตัวรถแบบที่จำกัดไว้หรือแบบเทอร์โบ การสร้างรถแต่ละแบบเริ่มต้นจากโครงรถยนต์เปล่าตามแบบงานฝีมือที่มีความประณีตของรูฟ

RUF automobile ไม่ได้จำกัดการพัฒนาไว้เพียงเครื่องยนต์ กลไกขับเคลื่อน หรือโครงรถ แต่ยังได้มีการปรับปรุงในส่วนต่างๆ ทั้งหมดพร้อมกันด้วย สิ่งนี้รวมถึงขนาดที่กว้างขวางขึ้น ระบบเบรกที่ดีขึ้น และเพิ่มขนาดความกลางและเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีการสร้างสรรค์ขึ้นในเวลานั้น การทำงานร่วมกับ ดันลอป ในปี 2528 RUF ออกแบบล้อขนาด 17 นิ้ว โดยใช้ระบบ รันแฟลท ของดันลอป ซึ่งแต่เดิมต้องการใช้ระบบนี้กับรถพอร์ช 959 และด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอันชาญฉลาดนี้ทำให้มีความปลอดภัยสูงสุดในขณะที่รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง

การพัฒนาเป็นไปอย่างต่อเนื่องในการเพิ่มความเร็ว และในปี 2530 CTR รถยนต์สปอร์ตความเร็วสูงรุ่นล่าสุดของRUFได้รับการรับรองให้ใช้งานในถนนปกติได้ รถยนต์ที่มีความมหัศจรรย์นี้มี 469 แรงม้า เครื่องยนต์เทอร์โบคู่ มีความเร็วสูงกว่าความเร็วที่สถิติโลกมีการบันทึกไว้ใน สนามแข่งรถนาร์โด ด้วยอัตราความเร็วถึง 342 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ในเวลานั้นและยังคงความมหัศจรรย์จนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน RUF automobile ได้กลายเป็นผู้ผลิตที่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานของสหรัฐอเมริกาสำหรับความปลอดภัยและการปล่อยไอเสียของเครื่องยนต์ (NHTSA และ EPA)

การพัฒนาสิ่งใหม่ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดย CTR และ BTR ใช้เกียร์แบบ 6 สปีด หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการออกแบบล้อรถยนต์ขนาด 17 นิ้วแล้ว ยังมีการออกแบบล้อขนาด 18 และ 19 นิ้ว ซึ่งมาพร้อมกับจุดเด่นในเรื่องความปลอดภัยเช่นเดิมตามแบบล้อของ CTR ที่มีอยู่เดิม

จากการแนะนำรถยนต์พอร์ชรุ่น 964 คาร์เรร่า 2 และ คาร์เรร่า 4 หลังจากนั้นไม่นาน RUF BTR ได้พัฒนาเครื่องยนต์แบบเดี่ยวครั้งแรกที่มีการเพิ่ม 40 แรงม้า เหนือกำลัง 360 แรงม้า ด้วยประเพณีที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของRUF RUFได้พัฒนาส่วนต่างๆทั้งหมดของรถ รวมถึงการเพิ่มความสบายในการขับขี่ในปี 2535 RUF BTR มีระบบคลัทช์ไฟฟ้า หรือ EKS ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกับหุ้นส่วนทางธุรกิจอย่าง ฟิชเทล และ ซากส์ ระบบ EKS มีคุณสมบัติเหนือกว่าและทำให้ผู้ขับขี่เกิดความเพลิดเพลินในการเปลี่ยนเกียร์ในแบบของรถสปอร์ต โดยไม่ต้องใช้คลัทช์ให้เสียความสุนทรีย์เมื่อขับขี่รถยนต์ในสภาพการจราจรที่ต้องหยุดรถและเคลื่อนที่สลับกันไปมา หรือในสภาพที่ต้องใช้ความเร็วสูง เป็นการขับขี่ในรูปแบบสปอร์ตแต่ยังได้รับความสะดวกสบายด้วยการเข้าคลัทช์ที่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอไม่มีที่ติ

ในปี 2536 มีการเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้เป็นเครื่องยนต์รุ่นใหม่แบบเทอร์โบเดี่ยวขนาด 3.6 ลิตร และ 3.8 ลิตร ให้แก่ผู้คลั่งไคล้รถพอร์ช และรถยนต์ของ RUF เครื่องยนต์เหล่านี้ควบคุมโดยระบบโมโทนิกส์ ที่ประหยัดเชื้อเพลิง
และลดการปล่อยไอเสียในขณะที่ยังคงกำลังในการขับขี่เช่นเดิม สิบปีหลังจากที่มีการนำเสนอของ CTR ซึ่งในขณะนั้นเป็นเวลาของรถยนต์รุ่นต่อมา เช่นเดียวกับการนำเสนอรถรุ่น Yellow Bird ในปี 2530 ซึ่ง CTR2 เป็นรถที่มีความโดดเด่นในนวัตกรรมด้านเทคนิคที่คู่ควรในการเป็นรถยนต์รุ่นสุดยอดของ RUF

เป็นครั้งแรกที่มีการใช้ระบบห้ามล้อแบบคาร์บอน และล้อที่ผลิตจากแมกนีเซียมขนาด 19 นิ้ว ในรถยนต์สปอร์ตที่ใช้บนท้องถนนอย่างถูกกฎหมาย เครื่องยนต์ของ RUF CTR2 ไม่เพียงเป็นไปตามข้อบังคับมาตรฐานการปล่อยไอเสียของสหรัฐที่สามารถทำงานได้อย่างดีเยี่ยมและมีการตีพิมพ์รายงานจำนวนมากที่ให้การสนับสนุน เครื่องยนต์ขนาด 3.6 ลิตร แบบ หกสูบเทอร์โบคู่ ที่มีกำลังสูงสุด 530 แรงม้า ที่ 5800 รอบต่อนาที นอกจากระบบอากาศพลศาสตร์ที่ดีเยี่ยมแล้ว ส่วนปีกหลังของ CTR2 ทำหน้าที่คล้ายกล่องอากาศที่รวมอากาศที่ปล่อยเข้าไปยังเครื่องทำควาเย็นภายในเครื่องยนต์ RUF CTR2 ได้รวมเอาโรลเคจที่มีความเหมาะสมกับภายในตัวรถโดยเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งแตกต่างกับแบบเก่าที่ค่อนข้างใหญ่เทอะทะที่ใช้สำหรับการแข่งขัน สิ่งนี้เป็นมาตรการเพิ่มความปลอดภัยโดยยังคงความสะดวกสบายในการเข้าและออกจากรถ ในปี 2540 มีการเปิดตัว CTR sport2 ซึ่งเป็นรถที่มีโครงสร้างน้ำหนักเบาโดยเน้นแนวคิดแบบรถสปอร์ตซึ่งเห็นได้จากการตั้งชื่อรุ่น

สำหรับรถพอร์ช 993 เครื่องยนต์เทอร์โบคู่ นับตั้งแต่ปี 2540 RUF นำเสนอ Rturbo ที่เพิ่มกำลังเป็น 490 แรงม้า มีการทดลองนับครั้งไม่ถ้วนในการทดสอบกำลังสูงสุดของรถสปอร์ต รถยนต์พอร์ช 490 นี้ ชนะเลิศในส่วนของสมรรถนะในการขับขี่ ความเร็วสูงสุดและความสามารถของรถ

ในการนำระบบระบายความร้อนของรถรุ่น 996 และรุ่นบอกซ์เตอร์ กลายเป็นความคาดหวังในผลิตภัณฑ์ในอนาคตของ RUF การเปิดตัว RUF 3400S ในปี 2542 ที่เอสสัน มอเตอร์โชว์ เป็นเครื่องยนต์ที่เพิ่มกำลังให้แก่รถยนต์ในกลุ่ม บ๊อกซ์เตอร์เครื่องยนต์ 3400S ให้กำลัง 310 แรงม้า โดยการปรับระดับของเครื่องยนต์ตัว 996 ที่มีอยู่ โดยยังคงได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าของ RUF

ในสหัสวรรษใหม่เรายังคงเห็น RUF ครองตลาดของลูกค้าซึ่งมีความต้องการที่พิเศษ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าเหตุใด RUF RGT 385 แรงม้า ที่สร้างขึ้นตามรูปลักษณ์ของ 996 คาร์เรร่า ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบธรรมดาซึ่งมีอ่างน้ำมันเครื่องยนต์แบบแห้ง (Dry Sump) โดยแยกส่วนออกจากถังน้ำมัน เครื่องยนต์รุ่นนี้ได้รับการรับรองให้จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา ในปี 2544 มีการเปิดตัวเครื่องยนต์ Rturbo พร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบของ RUF ที่มีอยู่ รถยนต์ที่มีกำลัง 520 แรงม้า และมีความเร็วสูงสุดมากกว่า 345 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทางเลือกที่ลูกค้าต้องการแทบจะไม่มีข้อจำกัด ลูกค้าสามารถเลือกตัวขนาดตัวรถแบบ narrow แบบ wide body หรือแบบ extra wide body และยังสามารถเลือก Rturbo แบบเปิดประทุนได้

สำหรับรถยนต์รุ่นปี 2545 RUF ได้สร้างสรรค์การปฏิรูปอย่างชัดเจนในเครื่องยนต์ของ 3400S และ 3600S เพิ่มกำลังจากเครื่อง 3.6 ลิตรในคาร์เรร่า RUF 3600S เป็นรถที่มีการวางแนวคิดในเรื่องความสะดวกสบายมากกว่าเป็นแบบเปิดประทุน และผสมผสานการออกแบบระบบท่อไอเสียที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ที่ใส่ใต้กันชนหลังแบบคาร์บอน และระบบเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ชั้นสูงในส่วนด้านหน้าของรถ
นอกจากนี้ RUF ได้สร้างสรรค์เครื่องยนต์ที่มีกำลังสูงขึ้นคือ RUF Rturbo ที่มีกำลัง 550 แรงม้าในปี 2545 และ 590 แรงม้าในปี 2546

ในฤดูใบไม้ผลิปี 2547 เครื่องยนต์สปอร์ต RUF RGT มีกำลัง 395 แรงม้า และส่วนใหญ่จะผลิตขึ้นเพื่อตลาดในสหรัฐอเมริกานั้นทำให้ปรัชญาการผลิตรถสปอร์ตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะอย่างแท้จริงตามแบบรถคาร์เรร่า 911 นับจากปี 2516 ได้ฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง ด้วยโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบาที่ใช้เครื่องยนต์แบบปรกติ การออกแบบสปอยเลอร์ส่วนท้ายแบบสปอร์ต RGT ในแบบของรถปี 2516 แบบสปอร์ต 911S ทั้งหมดเป็นความภาคภูมิใจของ ….

สำหรับรถสปอร์ตแบบสมัยใหม่ รถพวกนี้มักจะมีความสูงใต้ท้องรถไม่เพียงพอโดยเฉพาะการขับขี่ในสภาพจราจรแบบในเมือง ช่วงฤดูร้อนปี 2547 รูฟเริ่มนำเสนอรถยนต์แบบสปอร์ตที่มีช่วงล่างแบะเบรกคุณภาพสูงด้วยระบบ ไฮดรอลิค ปรับความสูงได้ รวมถึงความสูงใต้ท้องรถที่มากกว่า 50 มิลลิเมตร โดยใช้ปุ่มสั่งการและมีความเร็วสูงถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ในงานแสดงรถยนต์ เอสเซน มอเตอร์โชว์ ที่จัดขึ้นในเดือนพฤศจิการยน 2547 RUF ได้เปิดตัว RUF RT12 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เทอร์โบรุ่นล่าสุดตามแบบ คาร์เรร่า 997 ด้วยกำลัง 650 แรงม้า ในเครื่องยนต์ขนาด 3.8 ลิตร เครื่องยนต์เทอร์โบคู่ นอกจากนี้ RUF ยังเฉลิมฉลองการเปิดตัวบริษัทตัวแทนในดัลลัสอีกด้วย
เดือนมิถุนายนปี 2548 RUF และ Studio Torino เปิดตัว RUF RK spyder ในตูริน ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 3.8 ลิตร ที่มีกำลัง 420 แรงม้า
หนึ่งเดือนหลังจากนั้น RUF automobile ได้เข้าร่วมกับ VDA (สมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์แห่งเยอรมัน)

ในเดือนเมษายน 2550 ได้เปิดตัวรถยนต์ super sport รุ่นล่าสุดครั้งแรกจาก ฟาเฟนฮาวเซ่น คือ RUF CTR3 โดย RUF CTR3 นี้ เป็นการพัฒนาขึ้นโดยอิสระซึ่งมีความโดดเด่นด้านเทคนิค เครื่องยนต์แบบ เทอร์โบคู่ กำลัง 700 แรงม้า เครื่องยนต์วางกลาง เกียร์แบบ Sequential Manual 6 สปีด
เครื่องยนต์วางกลางออกแบบให้มีความสมดุล และสามารถควบคุมได้อย่างคล่องแคล่ว และฐานล้อที่ยาวขึ้นทำให้สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นคงขึ้นในความเร็วสูง
เดือนเมษายน 2550 RUF RT12 ชนะเลิศอยู่ในลำดับที่หนึ่งจากการจัดลำดับของผู้อ่านในนิตยสารรถยนต์ของเยอรมัน “สปอร์ต ออโต้” ในประเภทรถ super sport แซงหน้า บูกัตติ เวย์รอน และ เฟอร์รารี่ 599 จีทีบี
เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี ที่ RUF เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์บริษัทที่ได้รับอนุญาตรับรองในระดับนานาชาติ RUF ได้สร้างเครื่องยนต์รุ่นพิเศษ 3400 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่มีลูกสูบสำหรับรถสปอร์ต มีอยู่ในรถทั้งแบบ คูเป้ และเปิดประทุน

เดือนตุลาคม 2551 RUF ได้เปิดตัวรถยนต์แบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ eRuf แบบแรก ต่อมาในเดือนมีนาคม 2552 สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจได้เกิดขึ้นเมื่อ RUF ได้ประกาศเกี่ยวกับการพัฒนารถยนต์แบบไฟฟ้า eRuf โดยดำเนินการร่วมกับบริษัท Siemens กำลังเครื่องยนต์ 367 แรงม้า และแรงบิดมากกว่า 900 นิวตันเมตร เร่งความเร็ว 0-100 กม.ต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 5 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะทางขับเคลื่อน 250 กิโลเมตร
ตัวเครื่องของ eRUF เป็นแบบเปิดประทุน หกสูบขนาด 3.6 และ 3.8 ลิตร โครงสร้างรถประกอบด้วยแผงหลังคาคาร์บอนที่สามารถถอดออกได้และกระจกหลังที่มีความนุ่ม ซึ่งผลิตมาจาก โพลีกลาส

ในปี 2552 มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นต่อมาของ Rt12 คือ Rt12S รุ่น S นี้เป็นรุ่นที่มีอุปกรณ์มาตรฐานระดับสูงที่รวมเอา Rollcage และ เบรก Ceramic มาใช้ เครื่องยนต์เป็นแบบเทอร์โบคู่ มีกำลัง 685 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 360 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และแรงบิดสูงสุด 880 นิวตันเมตร
รถยนต์ระดับหรูแบบอเนกประสงค์ของ RUF ที่มีชื่อว่า Dakara ภายนอกและภายในตบแต่งอย่างเหนือความคาดหมาย โดยไฟด้านหน้าของ Dakara เป็นแบบสปอร์ตอย่างรุ่น 911 แผ่นกันโคลนที่กว้างขึ้น และล้ออลูมิเนียมขนาด 22 นิ้ว ทำให้ดูแข็งแกร่งมากขึ้น เครื่องยนต์ วี8 เทอร์โบ มีกำลัง 600 แรงม้า โดยแบบของ Dakara มีในรถรุ่น Cayenne ทั้งหมด
นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2552 RUF ได้นำเสนอเครื่องยนต์แบบดีเซล โดยมีการยกระดับเครื่องยนต์ซึ่งมีกำลัง 288 แรงม้า และ 310 แรงม้า โดยมีการปรับมาตรฐานเครื่องดีเซลกำลัง 240 แรงม้าของรถ พอร์ช คาร์เยน

ในเดือนมีนาคม 2553 RUF ได้เปิดตัว RUF RGT8 ใหม่ในงาน ออโตโมบิล ซาลอน ในกรุงเจนีวา เป็นเครื่องยนต์ต้นแบบที่มีลักษณะเด่นที่น่าตื่นตาตื่นใจโดยพัฒนาเครื่องยนต์ 8 สูบ ขนาด 4.5 ลิตร โดยเครื่องยนต์ วี8 มีน้ำหนักที่เบา มีกำลัง 550 แรงม้า โดยจะมีการจำหน่าย RUF RGT8 ในปี 2554 เป็นต้นไป
RUF ไม่ได้สร้างชื่อจากการเป็นผู้ผลิตรถยนต์เพียงอย่างเดียว RUF ยังเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในการดัดแปลงและซ่อมแซมรถยนต์อีกด้วย รวมถึงการฟื้นฟูรถยนต์รุ่นคลาสสิคของ RUF และ พอร์ช การให้บริการอย่างมืออาชีพ และการซ่อมแซมเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ถือเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจของ RUF ในทุกวันนี้

ในปัจจุบัน บริษัท RUF Automobile ในเมือง ฟาเฟนฮาวเซ่นมีพนักงาน 65 คน
หากท่านต้องการรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมเวบไซท์ของ RUF ได้ที่
www.ruf-automobile.de